บ่อยครั้งที่การใช้ห้องประชุมมักประสบปัญหาด้านเสียงในการประชุม ไม่ว่าจะเป็นเสียงก้องสะท้อนหรือเสียงรบกวนจากภายนอก ตลอดจนเสียงดังมากไปหรือเสียงเบาไปจนฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราพบเจอกันอยู่เสมอกับการใช้ห้องประชุม โดยส่วนใหญ่แล้วปัญหาต่างๆ มักจะเกิดจากสภาพแวดล้อมภายในห้องประชุมที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้คำนึงถึงค่าทางอะคูสติกของห้องประชุม ดังนั้นในบทความนี้ AVL จึงได้รวบรวมปัญหาของเสียงที่เกี่ยวข้องกับอะคูสติกของห้องประชุมโดยแบ่งออกเป็น 4 ปัญหาหลักๆ ดังนี้

1.ปัญหาจากการก้องสะท้อนของเสียง (Reverberation) 

ปัญหาจากการก้องสะท้อนของเสียงที่ทำให้ห้องประชุมเกิดเสียงก้อง เกิดจากการสะท้อนเสียงภายในห้องที่มีมากเกินไป เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการออกแบบห้องประชุมให้มีระยะเวลาของเสียงก้องสะท้อนภายในห้องลดลง และได้มาตรฐานตามค่าอะคูสติก (Acoustic Criteria)  หรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆว่าค่า RT60 (Reverberation Time) ค่านี้จะทำการวัดระยะเวลาหลังจากเสียงเริ่มลดความดังไป 60dB ว่าใช้ระยะเวลาไปเท่าไหร่ ถ้าเวลาการสะท้อนน้อยไปจะทำให้รู้สึกว่าเสียงก้องสะท้อนในห้องนั้นเงียบหายเร็วจนเกินไป ไม่มีชีวิตชีวา แต่ถ้าค่าของเวลาการสะท้อนมากไปก็จะทำให้เกิดเสียงรบกวน เราจึงควรออกแบบให้ห้องประชุมมีค่า RT 60 อยู่ในช่วงที่เหมาะสม 

อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเสียงก้องสะท้อนให้น้อยลง และสามารถช่วยควบคุมค่า RT60 ได้ คือ การเลือกใช้วัสดุที่มีค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนเสียงที่ดีมาเป็นองค์ประกอบในการออกแบบห้องประชุม เช่น เลือกใช้พรมปูพื้นในการออกแบบ ซึ่งพรมนั้นมีค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนที่ 0.63 ในความถี่ที่ 500 Hz แทนพื้นที่จะใช้พื้นเป็นหินขัด ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ที่ 0.02 ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนที่ 0.63 หมายถึง ความสามารถของวัสดุในการดูดซับเสียงในความถี่ที่ 500 Hz ได้ 63% และค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืนที่ 0.02 มีความสามารถในการดูดซับเสียงได้ 2% เท่านั้น 

 ปัญหาหลักที่ควรรู้ ของอะคูสติกห้องประชุม

ซึ่งวัสดุที่เราเลือกใช้ในการออกแบบนั้นมีผลต่อค่า RT60 เพราะหากออกแบบค่า RT 60 ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้คุณภาพของเสียงภายในห้องประชุมมีคุณภาพ และมีเสียงที่ไม่แห้งจนเกินไป โดยทั่วไปห้องประชุมจะมีค่าความก้องสะท้อนของเสียงอยู่ระหว่าง 0.5-1.5 Sec. ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทการใช้งานของห้องประชุมนั้นๆ

2.ปัญหาจากเสียงรบกวน (Noise) 

ปัญหาเสียงรบกวนในห้องประชุมที่มีมากเกินไปนั้น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัย  คือ อาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอกห้องประชุม เช่น เสียงเครื่องบิน เสียงรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ รวมทั้งเสียงฝนตก เป็นต้น และอีกปัจจัยหนึ่งคือมาจากภายในห้องประชุมเอง เช่น เสียงจากอุปกรณ์ภายในห้องประชุม เช่น จากระบบปรับอากาศ หรือเสียงจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดเสียงรบกวน และส่งผลต่อคุณภาพเสียงภายในห้องประชุม 

ดังนั้นการออกแบบห้องประชุมจึงควรออกแบบไม่ให้เกิดเสียงรบกวนที่เกินมาตรฐาน ที่อาจจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการประชุมเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยทั่วไปเราจะวัดจากค่าความเงียบ หรือค่า Noise Criteria(NC) เป็นค่าที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อวัดความเงียบภายในห้อง ซึ่งวิธีป้องกันหรือลดระดับเสียงรบกวนเบื้องต้น ควรศึกษาระดับเกณฑ์เสียงรบกวนที่ต้องการควบคุมของห้องนั้นๆ เช่น ถ้าเกณฑ์เสียงที่ยอมรับได้ของห้องประชุมที่ต้องการคือ NC-20 to NC-30 การควบคุมเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมภายในห้องประชุมต้องไม่เกินที่ระดับเสียง 30 to 38 dBA  เป็นต้น ยิ่งค่า NC มีค่าน้อย ห้องประชุมยิ่งมีความเงียบที่มากขึ้น

3.ปัญหาจากระดับความดังของเสียงที่ไม่เหมาะสม (Sound Pressure Level) 

ระดับความดังของที่เสียงที่เหมาะสมกับการประชุม ก็เป็นอีกประเด็นปัญหาหนึ่งที่มักพบเจอในห้องประชุม เช่น ความดังในห้องประชุมแต่ละจุดมีระดับความดังที่แตกต่างกันมากเกินไป ทั่วไปมักพบว่าด้านหน้าห้องจะมีระดับเสียงที่ดังมากเกินไป ส่วนด้านหลังห้องนั้นได้ยินเสียงเบามาก หรือแทบจะไม่ได้ยิน เป็นต้น 

ในส่วนนี้ค่า SPL เป็นค่าสำคัญที่ใช้วัดระดับความดังของเสียงในห้อง มีหน่วยเป็น dB ซึ่งในแต่ละจุดจะสามารถวัดระดับความดังเสียงที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความดังของแต่ละพื้นที่ภายในห้อง โดยที่มีแหล่งกำเนิดเสียงจากจุดเดียวกัน 

ดังนั้นการออกแบบระบบเสียงที่ดี ค่าระดับความดังเสียงโดยรวมของห้องในแต่ละพื้นที่จะต้องมีค่าใกล้เคียงกันเพื่อให้มีความเหมาะสมได้มาตรฐาน หมายความว่าผู้ฟังจะสามารถได้ยินเสียงดังได้ในระดับเท่าๆ กันแม้จะนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่างกันออกไป 

4.ปัญหาความชัดเจนของเสียงพูดหรือดัชนีการส่งผ่านเสียงพูด (Speech Transmission Index) 

ความชัดเจนของเสียงพูดนั้นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของห้องประชุมที่ผู้ออกแบบจะละเลยไปไม่ได้ เพราะค่าดัชนีการส่งผ่านของเสียงพูดนี้มีผลต่อประสิทธิภาพการรับรู้ของผู้เข้าร่วมประชุม จึงควรออกแบบให้เป็นไปตามที่มาตรฐานกำหนด 

ปัญหาหลักที่ควรรู้ ของอะคูสติกส์ห้องประชุม

ดัชนีการส่งผ่านของเสียงพูด หรือที่เราเรียกว่า STI (Speech Transmission Index) เป็นค่าที่ใช้ในการวัดความชัดเจนของการได้ยินเสียงพูด (Speech Intelligibility) เป็นการคำนวณความชัดเจนของการได้ยินเสียง (Intelligibility) และจะเป็นค่าคุณภาพการส่งผ่านของเสียงพูดระหว่างตำแหน่งของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้พูด กับตำแหน่งผู้รับฟัง 

ซึ่ง STI จะมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 โดยที่ค่า 1 จะแสดงค่าอุดมคติ (Ideal) นั่นคือเสียงที่มีความชัดเจนที่ดี และ 0 คือ แสดงความชัดเจนของเสียงที่แย่ (Bad) เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นตัวอย่างเช่น ห้องประชุมนี้เราสามารถวัดค่า STI ได้ 0.90 หมายถึง ต้นเสียงส่งข้อมูลมา 100 คำ ผู้ฟังเข้าใจได้ 90 คำพูด นั่นเอง ซึ่งนับว่าเป็นค่าที่ดีมากนั่นเอง

สรุป

ปัญหาเสียงรบกวนหรือเสียงก้องสะท้อนที่เกิดขึ้นในห้องประชุม จะถูกแก้ไขได้ด้วยการออกแบบระบบอะคูสติกที่ดี และเพื่อให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานด้านอะคูสติก (Acoustic Criteria) ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน ผู้ออกแบบจึงต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ประกอบกับทักษะหรือประสบการณ์ จึงจะได้มาซึ่งคุณภาพของเสียงของห้องประชุมที่ดี  อันมีผลสู่ประสิทธิภาพในการประชุม  

ปัจจุบันนี้เราก้าวสู่ยุค New Normal ทำให้การประชุมแบบ Online มีความจำเป็นและสำคัญมากยิ่งขึ้นหากเราไม่คำนึงถึงการออกแบบอะคูสติกของห้องประชุม ก็จะทำให้เกิดปัญหาประสิทธิภาพด้านเสียงในการประชุมตามมามากขึ้นเช่นกัน

โดยคุณสามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับอะคูสติกห้องประชุมเพิ่มเติม ได้ใน ค่าทางเทคนิคของงานระบบอะคูสติกส์ และ  เสียงก้องและเสียงสะท้อนในห้องประชุม ปัญหาที่ต้องแก้ไข เพื่อทำความเข้าใจในระบบอะคูสติกสำหรับห้องประชุมได้ดียิ่งขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  : วิรินธร ครองไตรรัตน์ Acoustic Design